สถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอห้วยแถลง

ประวัติความเป็นมาของอำเภอห้วยแถลง :

อำเภอห้วยแถลง ได้ชื่อของลำห้วยเป็นชื่อของอำเภอ โดยมีต้นกำเนิดจากทางน้ำฝนไหลจากสันเขาอยู่ทางทิศตะวันตกของที่ตั้งอำเภอ มีลำห้วย 4 สาย คือ ลำห้วยสระมะค่า ลำห้วยเหวห้า ลำห้วยหยะหยาย และลำห้วยกระเพรา ไหลมารวมกันระหว่าง บ้านโนนสำราญ หมู่ที่ 9 ตำบลเมืองพลับ-พลา ซึ่งสมัยโบราณเรียกว่า ลำห้วยกระเพราต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ลำห้วยแถลงคำว่า แถลงสันนิษฐานมาจากคำว่า แถลซึ่งเป็นภาษาถิ่นอิสาน แปลว่า ลาดเอียง เช่น แถล+ขึ้น หมายถึง ลาดขึ้น แถล +ลง หมายถึง ลาดลง เป็นต้นเมื่อปี พ.. 2493 ได้สร้างทางรถไฟสายอุบลราชธานี ผ่านตำบลหินดาด ตำบลงิ้ว อำเภอพิมาย  พลเมืองต่างถิ่น ได้เดินทางอพยพตั้งบ้านเรือนประกอบอาชีพโดยอาศัยลำน้ำ จากลำห้วยแถลง บริโภคและใช้สอย จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า ห้วยแถลงขึ้นอยู่ในการปกครองของตำบลงิ้ว อำเภอพิมาย

             ปี พ.. 2504 ได้ปรับปรุงแยกตำบลงิ้ว  ออกเป็น 3 ตำบล ได้แก่  ตำบลงิ้ว  ตำบลเมืองพลับพลา และตำบลห้วยแถลง ครั้งเมื่อ วันที่  1 มกราคม พ.ศ. 2504  จึงได้ตั้งกิ่งอำเภอห้วยแถลง  โดยโอนหมู่บ้านในตำบลงิ้ว 10 หมู่บ้าน  ตำบลเมืองพลับพลา 15 หมู่บ้าน  ตำบลห้วยแถลง 15 หมู่บ้าน และตำบลหินดาด 12 หมู่บ้าน  รวม 4 ตำบล  52 หมู่บ้าน จากอำเภอพิมายให้อยู่ในการปกครองของกิ่งอำเภอห้วยแถลง ต่อมาวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2506  กระทรวงมหาดไทย ได้ยกฐานะกิ่งอำเภอห้วยแถลง เป็น อำเภอห้วยแถลง 

ที่ตั้งและอาณาเขต :

อำเภอห้วยแถลงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ทิศเหนือ             ติดต่อกับอำเภอพิมายและอำเภอชุมพวง

ทิศตะวันออก       ติดต่อกับอำเภอลำปลายมาศ (จังหวัดบุรีรัมย์)

ทิศใต้                ติดต่อกับอำเภอหนองหงส์ (จังหวัดบุรีรัมย์)

ทิศตะวันตก         ติดต่อกับอำเภอจักราช

พื้นที่ : 495.2  ตารางกิโลเมตร

ประชากร : 75,674  คน (พ.ศ. 2557)

ความหนาแน่น : 152.81 คน / ตารางกิโลเมตร

การปกครองส่วนภูมิภาค : อำเภอห้วยแถลง แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็น 10 ตำบล 120 หมู่บ้าน

ที่ตั้ง : ที่ว่าการอำเภอห้วยแถลง ถนนประชาชื่น ตำบลห้วยแถลง อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา 30240

            โทรศัพท์ : 044-391130  โทรสาร : 044-391130

 

สถานที่ที่น่าสนใจ ในเขตอำเภอห้วยแถลง

พิพิธภัณฑ์สืบสานภูมิปัญญาชาวนาไทย (Thai Farmer Wisdom Museum)

 

ตั้งอยู่ภายในวัดประชาคมาราม 73 หมู่ 8 ตำบลทับสวาย อำเภอห้วยแถลง เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี 2545 ตามความประสงค์ของท่านพระครูวิสุทธิ ประยุตต์ เจ้าอาวาสคณะอำเภอห้วยแถลง เจ้าอาวาสวัดประชาคมาราม ท่านมีความคิดว่าเครื่องมือเครื่องใช้ในการประกอบอาชีพต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ไม่ควรนำออกไปขายหรือจะละเลยทอดทิ้ง เพราะเป็นผลผลิตที่สะท้อนถึงความรู้ความสามารถ ภูมิปัญญา และจิตวิญญาณของบรรพชน จากแนวความคิดดังกล่าวท่านจึงได้อนุรักษ์ สะสมและรวบรวมเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ จากประชาชนในเขตอำเภอห้วยแถลง และท้องถิ่นใกล้เคียง นำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดประชาคมาราม เพื่อให้เป็นแหล่งข้อมูลในการเรียนรู้ของชุมชน แก่คนรุ่นหลังได้รู้จักและสำนึกบุญคุณของชาวนาไทย ในลักษณะเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยจุดเริ่มต้นของการเก็บรวบรวมวัตถุสิ่งของที่ใช้จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เกิดจากการจัด มหกรรมสืบสานภูมิปัญญาชาวนาไทยขึ้นเมื่อวันที่ 20-21 มกราคม พ.ศ.2544 ณ โรงเรียนอนุบาลมณีราษฎร์คณาลัย ซึ่งภายในงานท่านพระครูก็เริ่มขอรับบริจาคอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำนาจากชาวบ้าน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยท่านได้รับความเมตตาจากพระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา แนะนำให้ตั้งชื่อพิพิธภัณฑ์ว่า "พิพิธภัณฑ์สืบสานภูมิปัญญาชาวนาไทย"

 

          ดังนั้นในปีเดียวกัน (ปีพ.ศ. 2544) ทางวัดจึงได้สร้างอาคารไม้ชั้นเดียวขึ้นเป็นอาคารจัดแสดงชั่วคราวของพิพิธภัณฑ์ ภายในอาคารมีการจัดแสดงอุปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการทำนา อาทิ เกวียนที่มีทั้งเกวียนเทียมควาย และเทียมวัว ล้อ คันไถรุ่นต่างๆ สังเกตจากหัวหมูซึ่งมีตั้งแต่หัวหมูที่ทำด้วยไม้และพัฒนาจนไปถึงหัวหมูเหล็ก ไม้ครีบหรือไม้ฟาดข้าว แอกที่ใช้สำหรับวัวหรือควายที่ใช้เทียมเกวียน คราด กระด้งเลี้ยงตัวไหม โดยมีการแบ่งแยกจัดแสดงออกเป็นหมวดหมู่ อีกสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ป้ายชื่อที่บ่งบอกความเป็นเจ้าของเดิมของวัตถุสิ่งของชิ้นนั้นๆ ซึ่งทางท่านพระครูให้เหตุผลในการติดป้ายแสดงความเป็นเจ้าของนี้ว่า เป็นการให้เกียรติและแสดงความขอบคุณเจ้าของเดิมที่มอบวัตถุชิ้นนั้นให้กับทางพิพิธภัณฑ์ ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นเสน่ห์เล็กๆ น้อยๆ ของพิพิธภัณฑ์ที่ใส่ใจความรู้สึกของผู้บริจาคสิ่งของให้ อีกทั้งยังทำให้คนเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้รู้จักความเป็นมาอย่างคร่าวๆ ของวัตถุชิ้นนั้นด้วย นอกจากนี้ยังมีวัตถุสิ่งของที่เป็นอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้บนชั้น 2 ของอาคารกุฏิสงฆ์เดิม ใช้เป็นที่เก็บถังตวงข้าวขนาดต่างๆ ไม้วีที่ใช้พัดข้าวเมล็ดลีบออกจากข้าวเมล็ดดี กระบุง ตะกร้า กระจาด หม้อดินเผา โบมส่ายข้าว เครื่องมือดักสัตว์ อุปกรณ์การทอผ้า ฯลฯ และอีกส่วนหนึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่กุฏิของท่านเจ้าอาวาส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องทองเหลือง และผ้าทอต่างๆ เนื่องจากพิพิธภัณฑ์มีวัตถุสิ่งของในการจัดแสดงเป็นจำนวนมาก ประกอบกับพื้นที่ในการจัดแสดงที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับได้ จึงทำให้ท่านพระครูวิสุทธิประยุตต์ เจ้าอาวาสวัดริเริ่มโครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สืบสานภูมิปัญญาชาวนาไทย และศูนย์วัฒนธรรมประจำอำเภอห้วยแถลง ที่เป็นอาคารแสดงถาวรขึ้น ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2548 เป็นต้นมา ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง อาคารหลังใหม่นี้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยท่านเจ้าอาวาส งบประมาณในการสร้างเป็นของทางวัดและเงินบริจาคจากคนในชุมชน โดยจะนำเสนอเรื่องราวการทำนาของชาวนาในสมัยโบราณ และวิถีชีวิตชาวบ้านของผู้คนในชุมชน

             พิพิธภัณฑ์สืบสานภูมิปัญญาชาวนาไทย โทรศัพท์ 044-791066, 044-791066 , 081-9769527 081-9769527 ดูแล โดย พระครูวิสุทธิประยุตต์ (เจ้าคณะอำเภอห้วยแถลง, เจ้าอาวาส) เวลาในการเปิด-ปิดทำการ ทุกวัน 08.00-18.00 น. ไม่เสียค่าเข้าชม

 

คูเมืองโบราณบ้านเมืองพลับพลา

(Khu Muang Boran Ban Muang Phlap Phla)

อยู่ในเขตตำบลเมืองพลับพลา เป็นสถานที่เก่าแก่ ซึ่งอยู่ภายในวัดพลับทอง มีซากฐานก่ออิฐคล้ายฐานชุกชีที่มีมาแต่สมัยอยุธยา บนฐานชุกชีมีพระพุทธรูปนาคปก หินทรายแดงชำรุดและเทวรูป ซึ่งมีลักษณะผ้านุ่งมีชายคล้ายเทวรูปแบบบาปวนแต่ชำรุด ปัจจุบันทางวัดได้สร้างศาลาไม้ พื้นซีเมนต์ปูน และมุงหลังคาด้วยสังกะสีครอบลงบนซากฐานก่ออิฐ และได้ซ่อมแซมพระพุทธรูปโดยพอกปูนปิดเป็นพระพุทธรูปแบบใหม่ขึ้น

 

ปราสาทหินหลุ่งตะเคียน (Pra Sat Hin Lung Ta Khiang)

 

อยู่ที่ตำบลหลุ่งตะเคียน มีลักษณะเป็นปราสาทจำนวน 3 หลัง ก่อสร้างด้วยหินทรายแดง มีประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออก มีลายสลักประดับเสากรอบประตู และลายประจำยาม มีชั้นบัวคว่ำเป็นศิลปะเขมร สร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ 16

 

ปรางค์บ้านปรางค์ (Prang Ban Prang)

 

อยู่ที่ตำบลหินดาด มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 มีลักษณะเป็นปรางค์ขอมสร้างด้วยศิลาแลง อยู่ในสภาพพังทลายแต่ยังมีกรอบประตูหินทราย กำแพงแก้วสร้างด้วยศิลาแลงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และมีสระน้ำปัจจุบันอยู่ในสภาพตื้นเขิน

 

เมืองถ่ายจาน (Prang Ban Prang)

เมืองถ่ายจาน หรือเมืองไทยจาน อยู่ที่ตำบลงิ้ว เป็นชุมชนโบราณมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม ล้อมรอบด้วยคูน้ำและคันดิน 3 ชั้น คันดินและคูเมืองมีลักษณะซับซ้อน มีประโยชน์เพื่อเป็นแนวป้องกันการรุกราน เป็นทางระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม ใช้เป็นเขตกำหนดศาสนสถาน และใช้กักเก็บน้ำใช้ในหน้าแล้ง

 

ปราสาทกู่ศิลาขันธ์ (กู่ศิลา)(Pra Sat Ku Sila Khan (Ku Sila)

 

 

ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 บ้านกู่ศิลาขันธ์ ตำบลหลุ่งประดู่ อำเภอห้วยแถลง เข้าจากทางหลวง 2163 สายพิมาย-หินดาด ห่างจากตัวอำเภอห้วยแถลงประมาณ 15 กม. เส้นทางเป็นถนนลูกรัง ควรเดินทางในช่วงเวลาหน้าหนาวนี้จะดีที่สุด ระยะทางจะริมถนนใหญ่เข้าไปประมาณ 9 กิโลเมตร ผ่านบ้านหนองโพด บ้านหนองโกสีห์ ก็จะมาถึงตัวปราสาทที่ตั้งอยู่ในวัด ปราสาทกู่ศิลา เป็นธรรมศาลาแรกจากเมืองพิมาย เป็นปราสาทองค์เดียวในทั้ง 9 องค์ที่สร้างด้วยหินทรายทั้งหมด ตั้งอยู่บนเนินดินขนาดใหญ่ สภาพของปรางค์หินทรายแตกละเอียดพังทลายกระจัดกระจายไปทั่ว ต้นไม้ขึ้นทับบนตัวอาคาร หลังคาถล่มลงตรงกลาง มีร่องรอยของบัวกลุ่มยอดปราสาทอยู่บ้าง เหลือเพียงแนวผนังด้านเดียวเท่านั้น สภาพความเสื่อมถอยของหินทรายที่นี่ คงบูรณะได้ยาก

 

ปราสาทห้วยแคน (Pra Sat Huay Can)

 

 

ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยแคน อำเภอห้วยแถลง ออกจากปราสาทกู่ศิลาขันธ์ ผ่านอำเภอห้วยแถลง ตามเส้นทางหลัก 226 แยกตรงบ้านหนองแต้ เลี้ยวขวาเข้าไปประมาณ 6 กิโลเมตร ปราสาทห้วยแคน ได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากรแล้วเพียงแห่งเดียวใน 9 แห่ง มีรูปแบบตามผังของธรรมศาลาโดยสมบูรณ์ เสากรอบประตู และหินทรายที่ใช้ในการสร้างเรือนปราสาทก็ยังพบอยู่ บัวกลุ่มยอดปราสาทก็มี แสดงว่าปราสาทห้วยแคนนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์แต่พังถล่มลงมาในภายหลัง เป็นที่น่าสังเกตว่า ภายในมุขยื่นของปราสาท ตรงพื้นมีร่องรอยการวางรางน้ำและฐานรูปเคารพ ไม่แน่ใจว่าทำขึ้นเพื่อประดิษฐานรูปอะไร หรือใช้ประโยชน์อะไรกันแน่ เพราะปกติในธรรมศาลาที่อื่น ๆ จะไม่มีร่องรอยของรางน้ำเช่นที่ปราสาทห้วยแคนนี้

 

หมู่บ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหลุ่งประดู่สามัคคี

(Sericulture Village of Lun Pradoo Harmonious)

 

ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1 ตำบลหลุ่งประดู่ บนทางหลวงหมายเลข 2163 (เส้นทางพิมาย-หินดาด) บริเวณหลัก กม. ที่ 21 แยกขวามือมีป้ายบอกทางเข้าหมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านหลุ่งประดู่ รวมระยะทางจากจังหวัดนครราชสีมาประมาณ 90 กิโลเมตร มีการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้า ในลักษณะครบวงจร ชมกระบวนการฟอก ย้อมสีจากธรรมชาติและสีเคมี รวมทั้งการสาวไหม การทอผ้าลวดลายโบราณ และสมัยใหม่ สนใจเยี่ยมชม ติดต่อ นางชูศรี คะเรียงรัมย์ โทร. 044-234797, 081-2657306

Visitors: 10,503